แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

เทคนิคการติดตั้งเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ สำหรับนักเล่นมือใหม่

เทคนิคการติดตั้งเพาเวอร์แอมป์รถยนต์

  งานติดตั้งเครื่องขยายนั้น อาจจำเป็นต้องใช้ทักษะรวมกับคุณสมบัติด้านสร้างสรรค์มากกว่าการติดตั้งเครื่องเล่นวิทยุ เพราะต้องมีการกำหนดตำแหน่งที่จะติดตั้งเอาเอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก และด้วยพลังพิเศษจากเพาเวอร์แอมป์ ท่านจะเร่งความดังเครื่องได้มากขึ้น โดยเสียงที่ได้มีความสะอาดเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย

เครื่องมือที่ต้องจัดเตรียม 

- สว่าน และ ชิ้นอุปกรณ์ประกอบ
 - ไขควงและสกรู
- สายรัด และเครื่องมืดบีบหัวต่อสาย
-หัวต่อสายขนาดต่าง ๆ
 -สายไฟแรงดัน สายไฟกราวน์ สายไฟรีโมท และสายลำโพง
 -หัวแร้ง ตะกั่วบัดกรี

วิธีการติดตั้งเพาเวอร์แอมป์รถยนต์

1. การวางแผน เลือกกำหนดที่ตั้งเพาเวอร์แอมป์ของท่านตามที่ตั้งใจไว้ และให้ถูกหลักของการระบายความร้อน และควรจะต้องมีพื้นที่ในด้านต่าง ๆ พอเพียงเพื่อทำการเชื่อมต่อ และการเดินสาย และปรับแต่ง ให้เป็นไปได้อย่างสะดวก การกำหนดที่ตั้งของเพาเวอร์แอมป์ที่เหมาะสมได้แก่ บริเวณใต้เบาะที่นั่งด้านหน้า บริเวณผนังที่วางเท้าด้านหน้า หรือในห้องสัมภาระท้ายรถ
2. การยึดติดเพาเวอร์แอมป์ ควรนำตัวเครื่องไปวางทาบในบริเวณที่ต้องการติดตั้ง และทำเครื่องหมายบริเวณที่จะทำการยึดสกรูเอาไว้ก่อน จากนั้นจึงเจาะรูสำหรับยึดสกรู พร้อมตรวจเช็คความแน่นหนาหลังยึดสกรูเพาเวอร์แอมป์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
3. การเดินสายเพาเวอร์แอมป์ ก่อนการเดินสายใด ๆ ในรถ ให้ท่านปลดสายเชื่อมแบตเตอรี่ที่เป็นลบ (กราวน์) ออกจากขั้วแบตเตอรี่เสียก่อน ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงของผลกระทบกับระบบไฟฟ้าของรถยนต์ โดยมีสายสำคัญ 3 ส่วนที่ต้องเอาใจใส่ ดังนี้
  •   สายเกี่ยวกับระบบไฟ : สายไฟ สายกราวน์ สายรีโมท ควบคุมการเปิด/ปิด เป็นแหล่งพลังไฟให้กับเพาเวอร์แอมป์ 
  •   สายในส่วนอินพุท : สายนำสัญญาณ RCA ซึ่งเป็นสายนำสัญญาณจากเครื่องรับวิทยุ / ซีดีไปยังเพาเวอร์แอมป์ 
  •   สายในส่วนเอาท์พุท : เป็นสายนำกระแสเสียงจากเพาเวอร์แอมป์ไปยังลำโพง เพาเวอร์แอมป์ ส่วนใหญ่จะไม่ได้มีสายไฟสำคัญต่าง ๆ มาให้ ซึ่งในการติดตั้งเพาเวอร์แอมป์เพียงตัวเดียวในระบบ ท่านสามารถซื้อสายต่าง ๆ เหล่านี้ได้จากร้านประดับยนต์

วิธีเลือกเพาเวอร์แอมป์รถยนต์

พื้นฐาน วิธีเลือกเพาเวอร์แอมป์รถยนต์

   คำถามที่ได้ยินกันอยู่เสมอ หรือพบบ่อย ก็คือ ใช้เพาเวอร์แอมป์รถยนต์กำลังขับเท่าไร ถึงจะเหมาะสมกับลำโพงซับวูเฟอร์ ? หรือ เสียงเบสส์ไม่ค่อยออก แนะนำเพาเวอร์แอมพ์ดีๆ ให้หน่อย คอลัมน์นี้จะบอกถึงวิธีเลือก และเล่นเครื่องเสียงตามปกติในระดับมาตรฐาน ซึ่งสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกเพาเวอร์แอมพ์ ให้กับระบบเสียงในรถของคุณได้ เพาเวอร์แอมป์รถยนต์จะได้รับสัญญาณจากเฮดยูนิท (วิทยุรถยนต์) เพื่อขยายสัญญาณเสียงให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเพียงพอก่อนที่จะส่งไปขับลำโพงรถยนต์ เป็นการดีที่จะใช้เพาเวอร์แอมพ์แยกขับต่างหากสำหรับความถี่สูง และความถี่ต่ำ แต่บางครั้งก็ไม่จำเป็น เพราะปัจจุบันมีเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ประเภทมัลทิแชนแนล สามารถขับลำโพงกลาง/แหลม และซับวูเฟอร์ได้ครบทั้งระบบเสียง แต่มีหลายคนที่เริ่มต้นเล่นระบบเสียงโดยนึกถึงพลังเสียงเบสส์ของซับวูเฟอร์ก่อนเป็นอันดับแรก และใช้เฮดยูนิทที่มีไฮเพาเวอร์ขับลำโพงกลาง/แหลม ซึ่งภาคขยายในตัววิทยุนั้นให้ความดังเสียงไม่เพียงพอกับการได้ยิน กำลังขับเท่าไรถึงจะดี มีหลายวิธีในการวัดกำลังวัตต์ของเพาเวอร์แอมพ์ติดรถยนต์ หลายคนอาจคิดว่าเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ของตัวเองมีกำลังขับมากกว่าคนอื่น แต่เมื่อดูกฎฟิสิกส์จะบอกได้ว่า พลังงาน (POWER) เป็นผลคูณระหว่าง กระแส และแรงดันไฟฟ้า (POWER = VOLTAGExCURRENT) ตัวอย่างเช่น ถ้าเพาเวอร์แอมพ์ใช้แรงดันไฟฟ้า 12 โวลท์ และกินกระแสไฟฟ้าที่ 20 แอมพ์ ดังนั้นเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ของคุณจะมีกำลังขับอยู่ที่ 240 วัตต์ แต่ในความเป็นจริง เพาเวอร์แอมพ์ทั่วไปจะสูญเสียพลังงานถึง 50 % ซึ่งกลายเป็นรูปแบบพลังงานความร้อน ดังนั้น เพาเวอร์แอมพ์จึงมีกำลังขับจริงเพียง 120 วัตต์เท่านั้น วิธีตรวจสอบกำลังวัตต์จริง มีหลายวิธีในการวัดค่าพลังงาน (POWER) ซึ่งสามารถวัดที่ปลายสุดของสัญญาณ (วัดที่จุด PEAK หรือ MAX) เริ่มตั้งแต่ 0 องศา ของรูปคลื่นสัญญาณ ไปที่ 90 องศา (บางครั้งเรียก MUSIC POWER) วิธีที่ถูกต้องที่สุดในการวัดพลังงานจะใช้หน่วยเป็น RMS (ค่าเฉลี่ยต่อเนื่องของพลังงานไฟฟ้า) วิธีหาค่าเฉลี่ย RMS จากการวัดพลังงานไฟฟ้า ที่ระบุเป็น PEAK หรือ MAX นั้น ทำได้ด้วยการหารด้วย 3 ซึ่งค่า MUSIC POWER เป็นค่าครึ่งหนึ่งของค่า PEAK POWER ตัวอย่างเช่น เพาเวอร์แอมป์รถยนต์มีกำลังขับสูงสุดที่ 100 วัตต์/แชนแนล PEAK ดังนั้นค่า MUSIC POWER จะได้เพียงแค่ 50 วัตต์/แชนแนล และค่ากำลังขับที่ใช้หน่วย RMS จะได้เป็น 33 วัตต์/แชนแนล คุณควรจะตรวจสอบรายละเอียดด้านสเปคของเพาเวอร์แอมพ์ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ตัวนั้นมีกำลังขับจริงตรงตามที่คุณต้องการ ในบางครั้งก็มีบางบริษัทที่ระบุโดยใช้เงื่อนไขบางอย่างในการวัดค่าพลังงานของเพาเวอร์แอมพ์ เช่น การคำนวณพลังงานที่แรงดันไฟฟ้า 15 โวลท์ และโหลดความต้านทานที่ต่ำกว่า 2 โอห์ม เป็นต้น เพื่อความแน่ใจควรดูแรงดันไฟฟ้าที่ใช้วัดทดสอบที่เกิดขึ้นจริง และใช้โหลดปกติที่ 4 โอห์ม ต้องการกำลังขับเท่าไร ยกตัวอย่างเช่น ลำโพงกลาง และแหลม ใช้เพาเวอร์แอมพ์กำลังขับตั้งแต่ 30-50 วัตต์/แชนแนล RMS ส่วนลำโพงซับวูเฟอร์ควรใช้กำลังขับไม่น้อยกว่า 80-150 วัตต์ (หรือมากกว่านี้) เนื่องจากหูมนุษย์มีความ ไวต่อความถี่สูงมากกว่าความถี่ต่ำ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีเพาเวอร์แอมพ์ขนาด 50 วัตต์x4 แชนแนล ขับลำโพงกลาง/แหลมทั้งหมด (กำลังขับรวม = 200 วัตต์) ดังนั้นเพาเวอร์แอมพ์สำหรับขับลำโพงซับวูเฟอร์ควรจะมี กำลังขับอย่างน้อย 200 วัตต์ หรือมากกว่านี้ หลายคนสงสัยกันว่า กำลังขับเพาเวอร์แอมป์รถยนต์มากเกินไปจะสร้างความเสียหายให้กับลำโพงได้ แต่ความเสียหายของลำโพงที่เกิดขึ้นจะมาจากความเพี้ยน ไม่ใช่กำลังขับ ถ้าลำโพงได้รับการตัดความถี่ที่เหมาะสม และไม่มีความเพี้ยน เป็นเรื่องยากที่จะเกิดความเสียหาย และเพาเวอร์แอมพ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าจะต้องการระบบไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถจ่ายไฟให้กับระบบเครื่องเสียงในรถได้อย่างเพียงพอ มองอะไรในเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ โดยปกติเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ที่มีจำหน่ายในตลาดเครื่องเสียงจะใส่วงจรครอสส์โอเวอร์ไว้ในตัว โดยไม่ต้องไปซื้อครอสส์โอเวอร์เพิ่มเติม ซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น ถ้าหากในระบบเสียงมีลำโพงหลายตัว จำเป็นต้องตรวจสอบด้วยว่า เพาเวอร์แอมป์รถยนต์มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะขับเล่นที่โหลด 2 โอห์ม (หรือน้อยกว่า) ได้หรือไม่ นอกจากนี้อาจจะต้องวางแผนเพื่อที่จะยกระดับระบบเสียงของคุณให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น และควรดูที่ค่าความเพี้ยน THD ด้วย เพราะค่านี้ยิ่งต่ำมากเท่าไร นั่นก็หมายถึง ความชัดเจนของเสียงดนตรีที่จะเพิ่มตามไปด้วย เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ในแต่ละ CLASS เพาเวอร์แอมป์รถยนต์CLASS A นั้นจะให้เสียงดนตรีที่ถูกต้องมากที่สุด แต่ก็มีข้อบกพร่องบางอย่างที่ทำให้ไม่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของความร้อน ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานเพียง 25 % เท่านั้น ดังนั้นเพาเวอร์แอมพ์ประเภทนี้จึงมีแผงฮีทซิงค์ และพัดลมระบายความร้อนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีราคาที่แพง เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ CLASS B นั้นจะพบมากที่สุด การทำงานจะใช้ทรานซิสเตอร์เอาท์พุท 2 ตัว โดยที่ตัวหนึ่งทำงานในซีกบวกของสัญญาณ และอีกตัวหนึ่งทำงานในซีกลบของสัญญาณ โดยนำสัญญาณทั้งสองมารวมกัน ปัญหาการออกแบบวงจร CLASS B จะเกิดความเพี้ยนเล็กๆ ที่บริเวณรอยต่อของสัญญาณซีกบวกกับซีกลบ แต่ก็เป็นที่ยอมรับของนักเล่นเครื่องเสียง และมีความร้อนน้อยกว่าแบบ CLASS A ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก และมีประสิทธิภาพในการทำงานประมาณ 50 % เพาเวอร์แอมป์รถยนต์CLASS AB เป็นการออกแบบรวมกันของเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ทั้ง 2 ชนิดข้างต้น ซึ่งการทำงานจะใช้วงจร CLASS A ขยายสัญญาณในระดับต่ำก่อนที่จะสวิทช์การทำงานไปเป็น CLASS B เพื่อให้กำลังขยายมีระดับเสียงที่เพิ่มมากขึ้น เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ CLASS D เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ เครื่องขยายเสียง CLASS D (เครื่องขยายเสียงดิจิทอล) เพาเวอร์แอมพ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นดิจิทอลจริงๆ แต่ทำงานในทำนองเดียวกับการแปลงสัญญาณดิจิทอลเป็นแอนาลอก สามารถให้กำลังขับได้สูงกว่า 1,000 วัตต์ และมีประสิทธิภาพการทำงานมากกว่า 80 %

แมทชิงเพาเวอร์แอมป์รถยนต์กับลำโพง อย่างเหมาะสม

แมทชิงเพาเวอร์แอมป์รถยนต์กับลำโพง

   อันดับแรก ให้สังเกตที่กำลังขับของระบบเสียงรถยนต์ ว่าคุณต้องการให้มีกำลังวัตต์เท่าไร ซึ่งกำลัง วัตต์ของเพาเวอร์แอมพ์ และลำโพง ควรจะมีหน่วยเป็น RMS หรือ MAX ที่เท่ากัน หรือใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อให้เพาเวอร์แอมพ์ และลำโพง ทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม หรือที่เรียกว่า แมทชิงกัน
   หากกำลังวัตต์ของเพาเวอร์แอมพ์ สูงกว่าลำโพง ก็จะทำให้ลำโพงหรือซับวูเฟอร์นั้น ได้รับความเสียหาย แต่ถ้าเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ มีกำลังวัตต์น้อยเกินไป จะทำให้ลำโพงถ่ายทอดคุณภาพเสียงได้ไม่เต็มที่ ถ้าคุณกำลังมองหาเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ ให้ดูว่าลำโพงหรือซับวูเฟอร์นั้นๆ สามารถแมทช์กับเพาเวอร์แอมพ์ได้ลงตัว และพอดี โดยเริ่มต้นจากการวางระบบเสียง ว่าจะต้องใช้ลำโพงกี่คู่ หรือซับวูเฟอร์กี่ตัว เพื่อเลือกเพาเวอร์แอมป์รถยนต์แต่ละชนิดให้ถูกต้อง สำหรับระบบเสียงในรถของคุณ เช่น เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ CLASS A/B เหมาะสำหรับขับลำโพงแยกชิ้น และเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ CLASS D เหมาะสำหรับขับลำโพงซับวูเฟอร์ที่มีกำลังขับสูงๆ เป็นต้น เพราะนี่คือ จุดเริ่มต้นของการจัดชุดระหว่างเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ กับลำโพง ได้แมทชิงกัน
   นอกจากนี้ ถ้าหากมีงบประมาณไม่สูงมาก อาจเริ่มต้นด้วยเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ 5 แชนแนล ขับลำโพงทั้งระบบ ชุดหน้า/หลัง และซับวูเฟอร์ แต่ถ้าหากมีงบประมาณเพียงพอ สามารถใช้เพาเวอร์แอมป์รถยนต์
   สำหรับขับลำโพงชุดหน้า/หลัง และเพาเวอร์แอมพ์โมโนขับลำโพงซับวูเฟอร์ 1 ข้าง ส่วนเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ แบบ 5 หรือ 6 แชนแนล ซึ่งเพาเวอร์แอมป์รถยนต์แบบดังกล่าวเหมาะสำหรับผู้ที่หลงใหลระบบคาร์เธียเตอร์ใน รถยนต์ เพื่อการฟังระบบเสียงเซอร์ราวน์ดที่สมจริง
   ปัจจัยและองค์ประกอบในการเลือกเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ คือ ถ้าคุณต้องการระบบเสียงที่ดี คุณต้องเลือกเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ที่มีวงจรฟิลเตอร์ สำหรับโลว์พาสส์ และไฮพาสส์ ซึ่งวงจรโลว์พาสส์ ทำหน้าที่กรองความถี่ต่ำผ่านเข้าไปยังซับวูเฟอร์ ส่วนวงจรไฮพาสส์ ทำหน้าที่กรองความถี่สูงผ่านให้กับลำโพงทวีเตอร์ นอกจากนี้ ภายในเพาเวอร์แอมพ์ที่มีคุณภาพจะมีวงจรซับโซนิค ฟิลเตอร์ สำหรับกรองความถี่ต่ำที่ไม่ต้องการทิ้งไป และยังทำให้เพาเวอร์แอมพ์ไม่สูญเสียกำลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์
   ถึงแม้ว่าคุณจะเลือกเพาเวอร์แอมพ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่คุณภาพเสียงอาจถูกจำกัด เพราะลำโพงรถยนต์มีความสามารถในการรองรับกำลังวัตต์ไม่เหมาะสม หรือเพาเวอร์แอมพ์มีการตอบสนองความถี่เสียงได้ดี แต่ไม่แน่นอนว่าเสียงที่ถูกถ่ายทอดผ่านออกมาจากลำโพงนั้นจะดีตามไปด้วย เพราะฉะนั้นการเลือกเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ที่ดีจะต้องมีความเหมาะสมกับลำโพง หรือที่เรียกว่า แมทชิง ก็เพื่อให้คุณภาพเสียงที่ออกมาดีที่สุด

การติดตั้ง และปรับแต่งเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ ขั้นเทพ

ติดตั้ง และปรับแต่งเพาเวอร์แอมป์รถยนต์

* การติดตั้งแบทเตอรี ให้กับเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ 

   ถ้าหากจำเป็นต้องเพิ่มแบทเตอรีอีก 1 ตัว สำหรับระบบเสียง จะต้องติดตั้งแบทเตอรีให้มีการระบายอากาศผ่านออกนอกตัวรถได้ หรือถ้ามีคาพาซิเตอร์ตัวใหญ่ ต้องมีการระบายอากาศด้วยเช่นกัน ส่วนจะใช้คาพาซิเตอร์กี่ตัวถึงจะพอ มีคำแนะนำกันว่า ถ้าระบบเครื่องเสียงติดรถยนต์ มีกำลังประมาณ 1,000 วัตต์ แนะนำให้ติดคาพาซิเตอร์ขนาด 1,000,000 ไมโครฟารัด (1 ฟารัด) ต่อชุดเครื่องเสียง 1,000 วัตต์ ส่วนการติดตั้งเพาเวอร์แอมพ์ที่อยู่ในห้องเก็บของด้านหลัง หรือใต้เบาะนั่ง มีสูตรคำนวณขนาด และ ความยาวสายไฟที่เหมาะสม คือ TOTAL POWERx2 หารด้วย VDC ตัวอย่างเช่น เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ยี่ห้อ A กำลังขับ 500 วัตต์x2 หารด้วย 13 (VCD) ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 76.9 แอมพ์ ถ้าต้องการเดินสายไฟเบอร์ 4 AWG จากแบทเตอรีด้านหน้ารถไปที่เพาเวอร์แอมพ์ 500 วัตต์ จะใช้สายไฟยาวไม่เกิน 24 ฟุต โดยใช้ตารางเทียบขนาดสายไฟ/สายกราวน์ด หรือดูเพิ่มเติมจากคู่มือสินค้า ซึ่งจะแนะนำขนาด และความยาวสายไฟที่เหมาะสม

 *การปรับแต่งเสียง ให้กับเพาเวอร์แอมป์รถยนต์

ปัจจุบันเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ทุกยี่ห้อที่มีจำหน่ายในบ้านเรา ผู้ผลิตได้อำนวยความสะดวกในการใช้งาน ให้ทำงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การใส่ฟังค์ชันการทำงานหลายๆ อย่างเข้าไว้ในตัว เช่น ครอสส์โอเวอร์ อีควอไลเซอร์ ซับโซนิค ฟิลเตอร์ บูสต์เบสส์ ฯลฯ ซึ่งฟังค์ชันเหล่านี้ มีหลักและเทคนิคการปรับทูน ดังนี้ เริ่มต้นที่ ครอสส์โอเวอร์ ซึ่งเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ไม่ว่าจะมีราคาหลักพัน หรือหลักหมื่นบาท จะมีฟังค์ชันนี้ทุกยี่ห้อ เพื่อเลือกตัดความถี่ให้กับลำโพงในแต่ละชุด ถ้าเป็นวงจรชนิดไฮพาสส์ จะทำหน้าที่ตัดความถี่สูง เช่น ปรับไฮพาสส์ได้ตั้งแต่ 120-3,000 HZ และวงจรชนิดโลว์พาสส์ จะทำหน้าที่ตัดความถี่ต่ำให้กับวูเฟอร์ และซับวูเฟอร์สำหรับการปรับครอสส์โอเวอร์ที่เพาเวอร์แอมพ์ให้เหมาะสมกับลำโพง ขึ้นอยู่กับการตอบสนองความถี่ ของลำโพง เช่น ลำโพงแยกชิ้น 6 1/2" มีค่าตอบสนองความถี่ 63-20,000 HZ และลำโพงซับวูเฟอร์ 10" มีค่าตอบสนองความถี่ 28-120 HZ ตัวอย่างเช่น การปรับตั้งไฮพาสส์ และโลว์พาสส์ ที่เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ประมาณ 60 HZ ส่วนความลาดชัน (ดีบี/ออคเทฟ) ต้องดูที่สเปคลำโพงในระบบ โดยประมาณแล้วจะ ตั้งไว้ที่ 6 หรือ 12 ดีบี/ออคเทฟ เพราะถ้าตั้งความลาดชันสูงเกินไป อาจทำให้เกิดการเหลื่อมทางเฟส ระหว่างลำโพงกลาง/แหลม และซับวูเฟอร์ ทำให้เสียงกลาง/แหลม และเสียงทุ้ม เดินทางถึงหูไม่พร้อมกัน หรือเกิดการหักล้างความถี่ ถ้าเกิดกรณีดังกล่าว ต้องใช้เครื่องวัด RTA ตรวจสอบความราบเรียบ และกลมกลืน ระหว่างเสียงทุ้มกับเสียงกลาง/แหลมด้วย นอกจากนี้ยังมีเพาเวอร์แอมพ์ที่มีฟังค์ชัน EQ (อีควอไลเซอร์) ส่วนใหญ่ใช้ปรับเสียงให้กับลำโพงซับวูเฟอร์ เช่น BASS EQ ปรับเพิ่ม/ลดได้ +6, +12 ดีบี สำหรับการปรับ EQ ในแอมพ์นั้น ส่วนใหญ่จะปรับเพื่อลด (CUT) ความถี่ที่ต้องการ เพราะถ้าปรับเพิ่ม (BOOST) มากไป จะมีผลกระทบต่อเฟสของความถี่ที่เปลี่ยนไปด้วย มีคำแนะนำกันว่าปรับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้เสียงเบสส์ชัดเจนเท่านั้น โดยยังมีระดับความดังของเสียงทุ้ม กลาง/แหลม ที่สมดุลกันทั้งระบบ ส่วนการปรับซับโซนิค ฟิลเตอร์ ในเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ ส่วนใหญ่ใช้ปรับให้กับลำโพงซับวูเฟอร์ เพื่อลดความถี่ซ้ำซ้อน (เรโซแนนศ์) ที่เกิดจากห้องโดยสารรถยนต์ หรือลดเสียงเบสส์อื้ออึง ไม่ชัดเจน เบสส์บวม ซึ่งการปรับซับโซนิค ฟิลเตอร์นี้ ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะต้องอยู่ในช่วงความถี่เท่าไร อาจจะปรับไว้ตั้งแต่ 15-20 HZ ขึ้นอยู่กับความชอบ และทดลองฟัง เช่น ถ้าต้องการแนว SQ เน้นคุณภาพ จะตัดไว้ที่ 70-120 HZ หรือแบบตูมตาม จะเน้นที่ 45 HZ แต่ก็ไม่ควรปรับเพิ่มมาก เพราะจะทำให้เสียงเบสส์เบลอ MASTER/SLAVE เป็นอีกโหมดหนึ่งที่บรรจุไว้ในเพาเวอร์แอมพ์สำหรับใช้งานกับซับวูเฟอร์ โดยเฉพาะเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ คลาสดี ที่ออกแบบให้สามารถต่อเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ 2 ตัวพ่วงเข้ากันด้วยโหมดนี้ เป็นการต่อพ่วงเพาเวอร์แอมพ์เข้าไปในระบบอีกชุดหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้สัญญาณจากวิทยุรถยนต์ PHASE SHIFT เป็นอีกฟังค์ชันหนึ่งที่มีอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์ทุกยี่ห้อ มีไว้สำหรับปรับการเลื่อนเฟสของลำโพงแต่ละตัว เมื่อติดตั้งลำโพงเข้าไปในระบบเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าเสียงดนตรีเบาผิดปกติ นั่นอาจเป็นเพราะว่า มีความถี่บางช่วงหักล้างกัน สังเกตได้จากการฟัง คือ เสียงเบสส์จะเบา ถึงแม้ว่าจะเร่งเสียงเบสส์เพิ่มขึ้นก็ตาม หรือใช้เครื่องเชคเฟส (PHASE CHECKER) กับลำโพงทุกตัว โดยทำควบคู่ไปกับการทดลองสลับขั้วสายลำโพงทีละตัว ถ้าปรับเฟสถูกต้อง จะได้ยินเสียงที่ชัดเจนตามปกติ ซึ่งต้องอาศัย ความชำนาญในการฟัง หรือใช้เครื่องตรวจวัดเฟสลำโพง พร้อมกับแผ่นเชคเฟส (POLARITY TESTER CD) โดยสังเกตจากไฟแสดงผล (สีเขียว และสีแดง) หลอดไฟสีเขียวติด 3 ครั้ง และหลอดสีแดงติด 1 ครั้ง แสดงว่าเฟสถูกต้อง แต่ถ้าหลอดไฟติดไม่ตรงตามนี้ แสดงว่าต่อสายผิด ส่วนสาเหตุที่ต้องตรวจเชคเฟสลำโพงก็เพราะว่า ลำโพงบางตัวอาจมีความผิดพลาดในขั้นตอนการผลิต หรือช่างต่อสายผิดก็เป็นได้

วิธีต่อเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ 4 ch


วิธีต่อลําโพงรถยนต์เข้ากับเพาเวอร์แอมป์รถยนต์

   เพาเวอร์แอมป์รถยนต์ 4CH แนะนำให้ต่อ ขนานอย่างเดียว ไม่ควร อนุกรมใน-ขนานนอก เพราะโอมห์มากทำให้ได้วัตต์น้อย ด้วยการต่อแบบมีข้อจำกัด ตามรูปด้านล่างทั้งหมด
   เพาเวอร์แอม4Ch โดยทั่วไปวัตต์จะมีหลักอยู่ 3ขนาดวัตต์ด้วยกัน คือ

ขนาดที่1 วัตต์น้อย 4x50วัตต์

4Ωที่50วัตต์ ต่อลำโพงแกนร่วม ได้อย่างลงตัว
2Ωที่100วัตต์ ต่อลำโพง 6"+ลำโพงแหลม วัตต์เหลือ เสียงดี

ขนาดที่2 วัตต์ปานกลาง 4x70วัตต์

4Ωที่70วัตต์ ต่อลำโพง 6"+ลำโพงแหลม วัตต์เหลือ เสียงดี
2Ωที่140วัตต์ ต่อลำโพงเสียงกลาง6"ได้2ดอกได้ลงอย่างตัว

ขนาดที่3 วัตต์สูง 4x90วัตต์

 4Ωที่90วัตต์ ต่อลำโพง 8"+ลำโพงแหลม วัตต์เหลือ เสียงดี
2Ωที่180วัตต์ ต่อลำโพงเสียงกลาง6"ได้2ดอก+แหลมอีก2ดอก ได้อย่างลงตัว

พื้นฐานเครื่องเสียงติดรถยนต์

สิ่งแรก ๆ ที่ต้องรู้สำหรับเครื่องเสียงติดรถยนต์ 

1. Head Unit หรือ Front 

หรือภาษาไทยเรียกกันว่าวิทยุรถยนต์ มีทั้งประเภท 1-DIN และ 2-DIN แบบมีจอในตัว และจอแยก ทั้งแบบฟังเพลงอย่างเดียวและแบบฟังเพลง+ดูหนัง Spec พื้นฐาน 50x4 ไม่ควรต่ำกว่านี้ ห้ามเป็น spec หลอก

2. เพาเวอร์แอมป์รถยนต์

เป็นส่วนเสริมเพิ่มพลัง มีตั้งแต่ 1ch, 2ch, ไล่ไปจนถึง 5ch ทั้ง class A, ABและ D เลือกใช้ตามกำลังและหน้าที่ที่ต้องการ มีหลาย grade มาก ๆ มีตั้งแต่หลักไม่กี่พัน ไล่ไปจนถึง Amp ตัวละหลาย ๆ หมื่น

3. Speakers/Woofer หรือ ลำโพง 

เป็นส่วนที่ผู้คนมักพูดถึงมากที่สุดเพราะเข้าใจว่าตัวลำโพงจะเป็นตัวตัดสินคุณภาพเสียง ซึ่งแท้จริงแล้ว คุณภาพเสียงดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับทุกชิ้นที่จัดเป็นเครื่องเสียงติดรถยนต์ ผนวกกับระบบไฟและการวางแผนงานติดตั้ง

4. E.Q (Equalizers) Crossovers / ตัวปรับแยกคลื่นความถี่ 

เมื่อก่อนตัว crossovers มีความสำคัญมากเช่นเดียวกับเครื่องเสียงติดรถยนต์ชั้นอื่น ๆ แต่ปัจจุบัน crossover ลดความสำคัญลงเพราะวิทยุหลาย ๆ รุ่นมี functions ต่าง ๆ รวมถึง cross/EQ เสริมเข้ามาให้แล้ว หากเลือกใช้ถูกต้อง ปรับจูนเป็นก็ไม่ต้องใช้ cross เพิ่ม

5. อุปกรณ์เสริมอื่นๆ 

เช่น Bat, ซื้อ Bat, สายไฟ สายสัญญาณ อุปกรณ์เสริมให้ทั้งความสวยและคุณภาพ หากรู้จักเลือกใช้ราคาไม่แพงอย่างที่คิด

6. ระบบและการวางแผนติดตั้ง 

ส่วนนี้เป็นตัวควบคุมทุกอย่างในระบบเครื่องเสียงติดรถยนต์ของคุณเป็นส่วนสำคัญที่สุด ต้องการผู้ออกแบบ วางแผนที่มี Know-how ฟังเพลงเป็น รู้จักเครื่องเสียงหลากหลายประเภทและทุกเกรด เพราะเขาจะบอกคุณได้ว่าอะไร ควรใช้กับอะไร ด้วยระบบไหน จึงจะได้ผลดีที่สุด

ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับ Amplifiers & Speakers




                                                  ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับ Amplifiers & Speakers
 
                                                       AMPLIFIERS                                                                                                                                                     MOS-FET ระบบทรานซิสเตอร์แบบ MOS-FET หรือ Metal Oxide Semiconductor Field Effect Transistor
มีความเร็วในการสวิทซิ่งสูงกว่าทรานซิสเตอร์แบบไบโพล่าทั่วไป คุณจะสนุกกับการคืนกลับของเสียงที่ แน่นอน รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า
TWIN POWER SUPPLYมุมการภาคจ่ายไฟคู่ การแยกภาคจ่ายไฟออกจากกันในภาคขยายแต่ละแชนแนล ช่วยลดการแทรกแซงสัญญาณเสียงในระหว่างแชนแนล ให้ไดิมิติเสียงสเตอริโอที่คมชัดและคงที่                                                                                                       
 LOADCAPABILIITY ภาคขยายล่าสุดของมีวงจรกำลังสูง ที่จำเป็นในการขับสัญญาณด้วยค่าอิมพีแดนซ์ ที่ต่ำเพียง1โอมท์ช่วยให้ต่อซับวูฟเฟอร์
แบบขนานได้ซึ่งเป็นวิธีที่จะได้รับเสียงทรงพลังคมใสมีความเพี้ยนต่ำ ที่สุด
LOAD SELECTABLE  ระบบทำงานนี้ให้คุณเปลี่ยนการทำงานระหว่างโหมดแบบแรง ดันไฟสูงเพื่อ กำลังขับสูง กับโหมดกระแสไฟฟ้าสูงสำหรับ
การขับกำลังเสียงด้วยอิมพีแดนซ์ต่ำเพียง 1 โอมท์ ทำให้สามารถใช้ได้ทั้งระบบลำโพงธรรมดาที่มีลำโพงหนึ่งชุดต่อหนึ่งแชนแนล ซึ่งให้กำลังขับสูงหรือชุดลำโพงแบบต่อขนาน ซึ่งเป็นการจัดวางที่ใช้ได้เฉพาะในภาคขยายระดับสุดยอดเท่านั้น
HIGH PASS FILTER ตัวกรองที่ตัดโทนเสียงต่ำและกลาง ให้เฉพาะเสียงย่านความถี่สูงกับลำโพงทวีทเตอร์ของคุณ LOW PASS FILTER  มุมการติดตั้งได้ถึง 60 องศา ตัวกรองที่ตัดโทนเสียงกลางและสูง ให้เฉพาะเสียงย่านความถี่ต่ำกับลำโพงซับวูฟเฟอร์ของคุณ PWM AMPPLIFIER ภาคขยาย PWM ภาคขยาย Pulse Wide Modulation มีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าภาคขยายมั่วไป ขณะที่ มีขนาดกะทัดรัด และกินไฟน้อยกว่า HIGH LEVEL INPUTระดับสัญญาณเข้าสูง ภาคขยายของคุณจะรับสัญญาณโดยตรงจากเอาท์พุทลำโพงของชุดเฮดยูนิท ทำให้ สามารถเพิ่มกำลังขับได้ แม้ว่าชุดเฮดยูนิทของคุณจะไม่มีภาคพรี-แอมป์ เอาท์พุทโดยเฉพาะก็ตาม
                                                           S P E A K E R S
ไดอะแฟรม HOP แผ่นไดอะแฟรม HOP High-Oriented Polyolefine ให้การตอบสนองความถี่เสียงกว้างกว่า และให้คุณลักษณะ
การถ่ายทอดสัญญาณเสียงที่ดีกว่าจึงให้ เสียงคมชัด ไร้ความเพี้ยน
COMPOSITE P.P.ไดอะแฟรมชนิด P.P. Composite สารโพลีพรอพีลีนนับเป็นวัสดุที่นิยมใช้มากที่สุดในการผลิตแผ่นไดอะแฟรม
 หรือกรวยของลำโพง เนื่องจากมีความแกร่งสูงและคุณสมบัติด้าน Inner Loss ที่ดีเยี่ยม
RUBBER SURROUND ขอบกรวยลำโพงบุยาง การหุ้มขอบกรวยลำโพงด้วยยางช่วยดูดซับเสียงผิดเพี้ยน ให้เสียงที่คมใสและชัดเจนขึ้น STRONTIURM FERRITE MAGNETแม่เหล็กลำโพงแบบสตรอนเตียม เฟอร์ไรท์ ด้วยการพัฒนาฟลักซ์แม่เหล็กที่ทรงพลังกว่าปกติอีก 10% เทียบกับแม่เหล็กชนิดแบเรียม เฟอร์ไรท์ขนาดเดียวกัน แม่เห็ลกลำโพงแบบสตรอนเตียม เฟอร์ไรท์ของจึงให้ ประสิทธิภาพสูงกว่า NEODYMIUN FERRITE MAGNETแม่เหล็กลำโพงแบบนีโอไดเนียม เฟอร์ไรท์ เป็นแม่เหล็กลำโพงที่สร้างพลังสนามแม่เหล็กได้สูงกว่าแม่เหล็ก
แบเรียมเฟอร์ไรท์ถึง 9 เท่า จึงนำไปใช้ผลิตลำโพงขนาดจิ๋วสำหรับรถยนต์
NON-PRESS CONE กรวยลำโพงแบบ Non-Press เป็นแผ่นกรวยลำโพงที่ทำจากเยื่อกระดาษที่หล่อขึ้นรูป เป็นทรงโคน และทำให้แห้งด้วยความร้อน โดยไม่มีการรีดให้แห้งทำให้กรวยลำโพงเบาแต่แข็งแกร่ง กว่า MOLD FRAMEกรวยลำโพงชนิดหล่อขึ้นรูป นับเป็นการออกแบบที่โดดเด่น ป้องกันการรั่วไหลของสนามแม่เหล็ก ให้เสียงที่ทรงพลังกว่า นอกจากนี้ยังลดแรงสั่น จึงให้เสียงที่คมชัด คุณภาพสูง


สาระน่ารู้เกี่ยวกับเพาเวอร์แอมป์


สาระน่ารู้เกี่ยวกับเพาเวอร์แอมป์

                                                   สาระน่ารู้...เกี่ยวกับเพาเวอร์แอมป์
                            
เพาเวอร์แอมพ์ที่ได้มาตรฐาน ส่วนใหญ่จะมีฟังค์ชันพื้นฐานสำหรับการปรับแต่งเสียง และ ความถี่ที่บรรจุไว้ในตัวเครื่องอย่างครบครัน
ยกตัวอย่างเช่น วงจรไฮพาสส์, โลว์พาสส์ ฟิลเตอร์ สำหรับตัดแบ่งความถี่ให้กับลำโพงแต่ละประเภท (ทวีเตอร์/มิดเรนจ์/วูเฟอร์)
เพื่อให้ลำโพงทั้งระบบทำงานได้อย่างสอดคล้อง และเต็มประสิทธิภาพ มาดูกันว่าฟังค์ชัน ที่นิยมใส่เข้าไปในเพาเวอร์แอมพ์ ที่รวบรวมมาให้ดูนั้น
มีฟังค์ชันอะไรบ้าง และใช้งานอย่างไร

                                                       ฟังค์ชันต่างๆ ในเพาเวอร์แอมพ์
HPF (HIGH PASS FILTER) เป็นฟังค์ชันที่พบเห็นเป็นประจำกับเพาเวอร์แอมพ์ทุกระดับราคาที่ผู้ผลิตได้บรรจุไว้ภายในเครื่อง
เพื่อใช้ตัดแบ่งความถี่สูงผ่านให้กับลำโพงทวีเตอร์/ มิดเรนจ์ โดยขึ้นอยู่กับผู้ผลิตจะออกแบบให้มีจุดตัดความถี่อยู่ที่เท่าไร อย่างเช่น วงจรไฮพาสฟิลเตอร์ ที่สามารถปรับค่าได้ต่อเนื่องตั้งแต่ 40-250 HZ เพื่อให้ลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ ทำงานได้ถูกต้องตามสเปคที่โรงงานกำหนด
ซึ่งฟังค์ชันนี้มาพร้อมวงจรเลือกปรับค่าความ ลาดชัน (เช่น 6 ดีบี, 12 ดีบี/ออคเทฟ) เพื่อให้ย่านความถี่กลาง/สูงของลำโพงทวีเตอร์/ มิดเรนจ์
 และความถี่ต่ำของซับวูเฟอร์นั้นเชื่อมต่อกันได้อย่างราบเรียบ

LPF (LOW PASS FILTER) เป็นฟังค์ชันที่บรรจุไว้ภายในเพาเวอร์แอมพ์อีกชนิดหนึ่ง ที่พบเห็นกันบ่อยมาก เพื่อให้ผู้ใช้งาน
ได้เลือกตัดความถี่ต่ำให้กับซับวูเฟอร์ได้อย่างเสุนัขะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ผลิตออกแบบ และกำหนดจุดตัดความถี่ต่ำที่ย่านไหน อย่างเช่น           30-250 HZ สามารถเลือกปรับค่าความลาดชันได้ (เช่น 12 ดีบี, 24 ดีบี/ออคเทฟ) เพื่อให้ย่านความถี่ ระหว่างลำโพงซับวูเฟอร์ และทวีเตอร์/มิดเรนจ์นั้นเชื่อมต่อกันได้อย่างราบเรียบ เพื่อให้เสียงดนตรีนั้นครบถ้วนตลอดย่านความถี่ 20-20,000 HZ สำหรับการเลือกค่าความลาดชันนั้น สามารถปรับให้ เสียงเบสส์กลมกลืนกับเสียงกลาง/แหลมได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่ติดตั้ง ตู้ซับวูเฟอร์ไว้ด้านหลัง หรือท้ายรถ และลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ติดตั้งอยู่ด้านหน้า

FULL เป็นอีกฟังค์ชันหนึ่งที่บรรจุอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์เช่นเดียวกัน เป็นวงจรกรองความถี่สำหรับขับเล่นกับลำโพงฟูลล์เรนจ์
(ลำโพงที่ออกแบบให้ตอบสนองความถี่ได้ครอบคลุม ทุกย่านเสียง) เป็นย่านความถี่ทั้งหมดที่ออกไปยังลำโพงทั้งความถี่สูง หรือต่ำ

BAND PASS FILTER เป็นวงจรกรองความถี่ในช่วงที่กำหนดผ่านเท่านั้น ส่วนความถี่ที่ นอกเหนือจากนั้นจะถูกลดทอนสัญญาณลง
เป็นวงจรที่รวมกันระหว่าง LOW PASS FILTER และ HIGH PASS FILTER ส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์บางยี่ห้อ

SUB SONIC FILTER เป็นฟังค์ชันที่มีประโยชน์สำหรับการใช้งานอีกประเภทหนึ่งที่ บรรจุอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์ โดยผู้ใช้สามารถเลือกตัดความถี่
ได้อิสระตั้งแต่ 15-40 HZ หรือ 25-100 HZ (ขึ้นอยู่กับการออกแบบ) โดยกรองความถี่ต่ำที่ไม่ต้องการทิ้งไป เพื่อให้ เหลือช่วงความถี่ที่ต้องการ
 เนื่องจากหูของมนุษย์ปกติจะมีความไวในการได้ยินเสียง ตั้งแต่ ช่วงความถี่ 30-15,000 HZ (ความถี่เสียงอยู่ในช่วง 20-20,000 HZ) ส่วนช่วงความถี่ ที่นอกเหนือจากนั้น หูของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ และได้ยินเสียงต่างๆ ได้ เป็นการลดการ ทำงานของเพาเวอร์แอมพ์โดยไม่สูญเสียกำลังงานที่ไม่จำเป็นทิ้งไป

BASS EQ เป็นอีกฟังค์ชันหนึ่งที่บรรจุไว้ภายในเพาเวอร์แอมพ์ เพื่อเพิ่มการตอบสนอง ความถี่ต่ำให้กับลำโพงซับวูเฟอร์ให้ดียิ่งขึ้น เป็นการเสริม
 และเพิ่มเสียงเบสส์ทุ้มลึกให้มี ความชัดเจน ปุ่มปรับชนิดนี้สามารถปรับเพิ่ม/ลดความดังเสียงได้ +/-6 ดีบี หรือ +/-12 ดีบี เช่นที่ความถี่ 45 HZ
ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบว่าสามารถปรับได้ที่ระดับความดังเท่าไร และเสุนัขะสำหรับนักเล่นที่ชื่นชอบเสียงเบสส์เป็นพิเศษ

PHASE SHIFT CONTROL ในบางยี่ห้อจะระบุคำว่า PHASE CONTROL หรือ PHASE ก็ได้ มีความหมายเดียวกัน เป็นฟังค์ชันสำหรับ
ปรับควบคุมการเลื่อนของเฟส สามารถปรับได้ต่อเนื่องตั้งแต่ 0-180 องศา เพื่อให้แนวของตำแหน่งเสียงทุ้มต่ำที่ดีทาง ด้านหน้า เป็นเทคนิคการติดตั้ง
ะบบฟรอนท์สเตจ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักฟังที่เน้นคุณภาพเสียง เช่น การแข่งขัน SOUND QUALITY จะใช้เทคนิคการวางตำแหน่งติดตั้ง ลำโพง
และทูนเสียงทั้งระบบ เพื่อให้ได้ความกว้าง และความลึกของเสียงดนตรีทั้งวง เช่นเดียวกับการนั่งฟังชุดเครื่องเสียงภายในบ้าน

GAIN CONTROL เป็นปุ่มปรับควบคุมสัญญาณอินพุทจากวิทยุรถยนต์ โดยที่สัญญาณนี้ จะออกมาทางสายต่อชนิด RCA เนื่องจากวิทยุรถยนต์รุ่นใหม่ จะมีค่าแรงดันพรีเอาท์ขนาด 4 โวลท์ ฉะนั้นการเลือกชุดเครื่องเสียงที่ทำงานได้สอดคล้องกัน เป็นหัวใจหลักของการจัดชุด ที่ลงตัว สำหรับปุ่มปรับ GAIN นี้ มีอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์ทุกยี่ห้อ สามารถปรับระดับสัญญาณ (INPUT SENSITIVITY) ได้ตั้งแต่ 0.2-5 โวลท์ หรือมากกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการ ออกแบบของผู้ผลิตยี่ห้อนั้นด้วย
HIGH INPUT ในกรณีที่เพาเวอร์แอมพ์มีช่องต่อในลักษณะดังกล่าว สุนัขยถึง ช่องต่อ สัญญาณสำหรับวิทยุเดิมที่ติดตั้งมาจากโรงงาน โดยใช้สายลำโพงของวิทยุเดิมเชื่อมต่อกับ เพาเวอร์แอมพ์ได้ทันที โดยเฉพาะกับนักเล่นที่ไม่ต้องการเปลี่ยนวิทยุติดรถ เนื่องจากรถ ขนาดกลาง หรือเล็ก รุ่นใหม่ๆ ในหลายยี่ห้อจะมี STEERING WHEEL CONTROLS มีปุ่มสำหรับควบคุมการสั่งงานวิทยุรถยนต์ได้ที่พวงมาลัย
MASTER/SLAVE เป็นฟังค์ชันสำหรับเชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมพ์ 2 เครื่องเข้าด้วยกัน การเชื่อมต่อแบบนี้ส่วนใหญ่จะใช้กับเพาเวอร์แอมพ์ยี่ห้อ
และรุ่นเดียวกัน โดยต่อสัญญาณ จากวิทยุรถยนต์เข้ากับเพาเวอร์แอมพ์เครื่องหลัก และใช้สายต่อสัญญาณแบบ PHONE CABLE มีลักษณะคล้ายสายโทรศัพท์(DATA LINK) ในบางยี่ห้อเป็นขั้วต่อ RCA เพื่อนำสัญญาณจากเพาเวอร์แอมพ์เครื่องหลักไปยังเพาเวอร์แอมพ์อีกเครื่อง โดยที่เพาเวอร์แอมพ์ ทั้ง 2 เครื่องจะอยู่ในลักษณะการใช้งาน ที่เรียกว่า BRIDGE MODE ซึ่งการต่อเล่นแบบนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบแรงดันจ่ายไฟไม่ควรต่ำกว่า 16 โวลท์ หรือเสริมประสิทธิภาพระบบไฟ ให้กับชุดเครื่องเสียงรถยนต์เพิ่มเติมเป็นพิเศษ

TRI-MODE ลักษณะการใช้งานของฟังค์ชันนี้ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในเพาเวอร์แอมพ์ทั่วไป แต่จะออกแบบขึ้นเฉพาะตามที่โรงงานผู้ผลิตได้ทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับต่อกับลำโพงทวีเตอร์/ มิดเรนจ์ (1 คู่) ร่วมกับซับวูเฟอร์ (1 ข้าง) โดยต่อพ่วงกันในลักษณะขนาน ซึ่งต้องอ่านคำ แนะนำในการต่อสายให้ถูกต้องตามคู่มือที่โรงงานกำหนด การต่อใช้งานด้วยฟังค์ชัน ดังกล่าว เป็นที่นิยมในกลุ่มนักเล่นที่เน้นคุณภาพเสียง และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ซึ่ง เพาเวอร์แอมพ์ที่ถูกออกแบบให้ต่อแบบ TRI-MODE จะมีวงจรไฮพาสส์/โลว์พาสส์ ฟิลเตอร์อยู่ภายในเครื่องเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะใช้วงจรไฮพาสส์ ฟิลเตอร์เท่านั้น สำหรับตัดความถี่ให้กับลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ ในส่วนของลำโพงซับวูเฟอร์จะใช้ชุดพาสสีฟที่ แยกอิสระ โดยคำนวณค่าขดลวดที่ใช้กรองความถี่ต่ำ และตัดความถี่กลาง/สูงทิ้งไป
                                                                                       บทสรุป
               เพาเวอร์แอมพ์ส่วนใหญ่จะมีฟังค์ชันการทำงานที่ครบถ้วน ทั้งนี้ก็เพื่อนำไปใช้ปรับแต่งเสียง และตัดความถี่ให้กับลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ และซับวูเฟอร์ได้อย่างถูกต้อง และเสุนัขะสมกับ การฟังเพลงในรถยนต์ เพื่อให้ได้รายละเอียดของเสียงดนตรีที่ครบถ้วน และชัดเจน แต่ไม่ว่า จะจัดระบบเสียง FRONT STAGEหรือ FRONT STAGE & REAR FILL ก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าหากต้องการคุณภาพเสียงสูงสุด จะต้องมีองค์ประกอบหลักที่เป็นจุดสำคัญ คือ คุณภาพของสินค้า การจัดชุดที่ลงตัว การติดตั้งได้มาตรฐาน ทั้งนี้ก็เพื่อความสุข และความบันเทิงในการฟังเพลงในรถยนต์อย่างแท้จริงบทสรุป

ทำความรู้จัก เพาเวอร์แอมป์ คลาสดี , เพาเวอร์แอมป์ 4 ch และเพาเวอร์แอมป์ 2 ch

โมโน กับ มัลติแชนแนล จะเลือกแบบไหนดี
  •  
  • แบบมัลติแชนแนล
เพาเวอร์แอมป์ สำหรับรถยนต์ในแบบมัลติแชนแนลนั้น มีให้เลือกใช้กันตั้งแต่ขนาด 1 แชนแนล เรื่อยไปจนถึง 8 แชนแนล กันเลยที่เดียว แต่โดยทั่วไปแล้วในท้องตลาด หรือในวงการเครื่องเสียงรถยนต์บ้านเรานั้นจะมีที่เรานิยมใช้กันหลักๆนั้น ก็มีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกันคือแบบ 2 แชนแนล และแบบ 4 แชนแนล ซึ่งก็มีให้เลือกกันได้อย่างหลากหลายขนาด โดยทั่วไปเพาเวอร์แอมป์ในแบบที่ว่านี้มักจะมีการออกแบบให้สามารถใช้งานได้ อย่างหลากหลาย หรือจะจัดอยู่ในจำพวกเพาเวอร์แอมป์แบบอเนกประสงค์ก็คงไม่ผิดนัก
  • แบบโมโนบล็อก
เป็น เพาเวอร์แอมป์อีกแบบหนึ่งที่ในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมกันมาก กับใครที่ชอบอะไรที่มันแรงๆ หรือหนักๆ นั่นก็คือเพาเวอร์แอมป์แบบ 1 แชนแนล หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่าแบบโมโนบล็อกนั่นละ ซึ่งเพาเวอร์แอมป์ในแบบโมโนที่ว่านี้ โดยมากแล้วมันจะถูกสงวนไว้สำหรับใช้กับการขับลำโพงจำพวก ซับวูฟเฟอร์เท่านั้น...

คลาส...ของเพาเวอร์แอมป์ควรเลือกใช้ให้เหมาะสม

ที นี้มาดูกันที่เรื่องของคลาสในเพาเวอร์แอมป์กันอีกสักครั้งก็แล้วกัน ในปัจจุบันนี้ตลาดเครื่องเสียงรถยนต์บ้านเราส่วนใหญ่จะมีเพาเวอร์แอมป์ให้ เลือกใช้กันอย่างหลักๆแค่ 3 คลาสเท่านั้น คือ คลาส A, คลาส AB และ คลาส D โดยทั่วไปนั้นคิดว่า เพาเวอร์แอมป์ นั้นมันสามารถที่จะทำงานได้เต็มที่ 100% เมื่อมีการป้อนสัญญาณเข้าไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวของ เพาเวอร์แอมป์ เอง จะมีการสลายกำลังในรูปแบบของความร้อน และมีความผิดเพี้ยนในระดับสัญญาณเสียงครับ ซึ่งก็เป็นสองปัจจัยหลักที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของ เพาเวอร์แอมป์ เอง ดังนั้นการออกแบบวงจรของ เพาเวอร์แอมป์ จึงต้องมีการเลือกระดับชั้นในการทำงานด้วย ซึ่งในแต่ละชั้นต่างก็มีคุณสมบัติ และประสิทธิภาพในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป

  • เพาเวอร์แอมป์ คลาส A
เป็น เพาเวอร์แอมป์ ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของ เพาเวอร์แอมป์ ทีเดียวครับ ด้วยการทำงานของมันที่ถูก กำหนดไว้ว่าให้มันมีความสามารถในการขยายสัญญาณที่เต็มที่แบบ 100% และมีสภาพการทำงานตามมุมองศาของเสียงที่ครบ 360 องศา จึงทำให้มันมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงมาก ในแง่มุมของการให้เสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ด้วยเหตุผลทางโครงสร้าง ที่เป็นทรานซิสเตอร์ทั้งหมด จึงทำให้มันมีความร้อนที่สูงมาก เพราะแม้ว่าในขณะที่ไม่มีสัญญาณป้อนเข้ามา ทรานซิสเตอร์ เอาท์พุท ก็ยังคงมีกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตลอดเวลา ซึ่งดูเหมือนจะมีปัญหาสำหรับการติดตั้งการติดตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์ เนื่องจากปัญหาของการบริโภคพลังงาน ที่มันต้องการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แล้วก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการระบายความร้อน เพราะ เพาเวอร์แอมป์ ในคลาส A นั้นมันมีความร้อนที่สูงมากจริงๆครับ และด้วยสาเหตุนี้เองครับที่ทำให้ เพาเวอร์แอมป์ แบบคลาส A นั้นจึงเสื่อมความนิยมอย่างรวดเร็ว ซึ่งในทุกวันนี้ก็ดูจะหา เพาเวอร์แอมป์ คลาส A พันธ์แท้ได้ยากมากแล้วเช่นกัน
จุดเด่น
  1. คุณภาพเสียงเข้าขั้น Hi-End
  2. ประสิทธิภาพการทำงายเยี่ยม
  3. ภาคครอสโอเวอร์ปรับเล่นได้หลากหลาย... Full / High-Pass / Low-Pass
จุดด้อย
  1. บริโภคพลังงานเต็มที่ตลอดเวลา
  2. ความร้อนสูง
  • เพาเวอร์แอมป์ แบบคลาส AB 
ที่ มาที่ไปของ เพาเวอร์แอมป์ ในคลาสนี้ก็คือ มันเกิดจากการผสมผสานเอาข้อดีของ เพาเวอร์แอมป์ ใน คลาส A และคลาส B แล้วก็ทำให้ เพาเวอร์แอมป์ คลาส AB ได้ถือกำเนิดขึ้นมา กล่าวคือ เป็นออกแบบที่ยอมให้ เอาท์พุท ทรานซิสเตอร์ มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ขณะที่ไม่มีสัญญาณเสียงป้อนเข้ามา แต่เป็นในระดับที่ต่ำมากๆครับ จึงทำให้ได้ประสิทธิผลมากกว่าคลาส A ด้วยความเพี้ยนที่ต่ำ ทำให้มันมีความน่าเชื่อถือที่สูงมากนั่นเอง เพาเวอร์แอมป์ ในคลาส AB นี้ มีการให้คุณภาพของเสียงได้รองลงมาจากคลาส A และเป็นที่นิยมมากในตลาดเครื่องเสียงส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียงที่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เรื่องของความร้อนก็ไม่มีปัญหา เพราะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าคลาส A ที่สำคัญมันสามารถให้กำลังขับได้สูงกว่า และมีการบริโภคพลังงานที่น้องกว่าในคลาส A มาก จึงทำให้ในระยะหลังนี้ตลาดเครื่องเสียงรถยนต์จึงมักจะผลิต เพาเวอร์แอมป์ ออกมาเป็นในคลาส AB ซะเป็นส่วนใหญ่...

จุดเด่น
  1. บริโภคพลังงานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น...เมื่อไม่มีการกระตุ้นจากสัญญาณอินพุท
  2. คุณภาพเสียงยอมรับได้...แม้จะไม่เทียบเท่าคลาส A
  3. ภาคครอสโอเวอร์ปรับเล่นได้หลากหลาย... Full / High-Pass / Low-Pass
จุดด้อย
  1. กำลังขับมักไม่สูงมากนัก...
  2. มีความร้อนสะสมพอสมควร...
  • เพาเวอร์แอมป์ คลาส D 
ก็ อย่างที่บอกนั่นละครับ เป็น เพาเวอร์แอมป์ ที่มักจะสงวนไว้สำหรับใช้กับลำโพง ซับวูฟเฟอร์ เท่านั้น เนื่องจากว่ามันจะมีการเปิด/ปิดอย่างรวดเร็วของ ทรานซิสเตอร์ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นที่ย่านความถี่สูงเสียเป็นส่วนมาก ดังนั้น โดยปกติจึงมักจะใช้งานในการกรองความถี่ให้ผ่านเฉพาะย่านความถี่ต่ำมาใช้งาน นั่นเอง และก็ด้วยความสามารถที่เอื้อมถึงกำลังขับได้ถึง 80% แถมยังมีความร้อนสะสมที่ค่อนข้างน้อย แต่มันก็มีข้อเสียครับ คือ มันไม่มีความแม่นยำเลยในด้านของความมี่สูง ดังนั้น เพาเวอร์แอมป์ ในคลาส D นี้ จึงถูกสรุปโดยธรรมชาติว่า มันเหมาะแก่การใช้งานสำหรับเสียงในย่านความถี่ต่ำ หรือการใช้งานกับลำโพง ซับวูฟเฟอร์ นั่นเอง...

จุดเด่น
  1. แทบจะไม่มีการบริโภคพลังงานเลย...เมื่อไม่มีการกระตุ้นจากสัญญาณอินพุท
  2. สามารถสร้างกำลังขับได้สูง...
จุดด้อย
  1. ทำงานได้ดีกับเฉพาะความถี่ต่ำเท่านั้น
  2. เรื่องคุณภาพเสียงไม่ต้องพูดถึง ทำงานกับความถี่เสียงย่าน Low-Pass เพียงอย่างเดียว