ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับ Amplifiers & Speakers




                                                  ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับ Amplifiers & Speakers
 
                                                       AMPLIFIERS                                                                                                                                                     MOS-FET ระบบทรานซิสเตอร์แบบ MOS-FET หรือ Metal Oxide Semiconductor Field Effect Transistor
มีความเร็วในการสวิทซิ่งสูงกว่าทรานซิสเตอร์แบบไบโพล่าทั่วไป คุณจะสนุกกับการคืนกลับของเสียงที่ แน่นอน รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า
TWIN POWER SUPPLYมุมการภาคจ่ายไฟคู่ การแยกภาคจ่ายไฟออกจากกันในภาคขยายแต่ละแชนแนล ช่วยลดการแทรกแซงสัญญาณเสียงในระหว่างแชนแนล ให้ไดิมิติเสียงสเตอริโอที่คมชัดและคงที่                                                                                                       
 LOADCAPABILIITY ภาคขยายล่าสุดของมีวงจรกำลังสูง ที่จำเป็นในการขับสัญญาณด้วยค่าอิมพีแดนซ์ ที่ต่ำเพียง1โอมท์ช่วยให้ต่อซับวูฟเฟอร์
แบบขนานได้ซึ่งเป็นวิธีที่จะได้รับเสียงทรงพลังคมใสมีความเพี้ยนต่ำ ที่สุด
LOAD SELECTABLE  ระบบทำงานนี้ให้คุณเปลี่ยนการทำงานระหว่างโหมดแบบแรง ดันไฟสูงเพื่อ กำลังขับสูง กับโหมดกระแสไฟฟ้าสูงสำหรับ
การขับกำลังเสียงด้วยอิมพีแดนซ์ต่ำเพียง 1 โอมท์ ทำให้สามารถใช้ได้ทั้งระบบลำโพงธรรมดาที่มีลำโพงหนึ่งชุดต่อหนึ่งแชนแนล ซึ่งให้กำลังขับสูงหรือชุดลำโพงแบบต่อขนาน ซึ่งเป็นการจัดวางที่ใช้ได้เฉพาะในภาคขยายระดับสุดยอดเท่านั้น
HIGH PASS FILTER ตัวกรองที่ตัดโทนเสียงต่ำและกลาง ให้เฉพาะเสียงย่านความถี่สูงกับลำโพงทวีทเตอร์ของคุณ LOW PASS FILTER  มุมการติดตั้งได้ถึง 60 องศา ตัวกรองที่ตัดโทนเสียงกลางและสูง ให้เฉพาะเสียงย่านความถี่ต่ำกับลำโพงซับวูฟเฟอร์ของคุณ PWM AMPPLIFIER ภาคขยาย PWM ภาคขยาย Pulse Wide Modulation มีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าภาคขยายมั่วไป ขณะที่ มีขนาดกะทัดรัด และกินไฟน้อยกว่า HIGH LEVEL INPUTระดับสัญญาณเข้าสูง ภาคขยายของคุณจะรับสัญญาณโดยตรงจากเอาท์พุทลำโพงของชุดเฮดยูนิท ทำให้ สามารถเพิ่มกำลังขับได้ แม้ว่าชุดเฮดยูนิทของคุณจะไม่มีภาคพรี-แอมป์ เอาท์พุทโดยเฉพาะก็ตาม
                                                           S P E A K E R S
ไดอะแฟรม HOP แผ่นไดอะแฟรม HOP High-Oriented Polyolefine ให้การตอบสนองความถี่เสียงกว้างกว่า และให้คุณลักษณะ
การถ่ายทอดสัญญาณเสียงที่ดีกว่าจึงให้ เสียงคมชัด ไร้ความเพี้ยน
COMPOSITE P.P.ไดอะแฟรมชนิด P.P. Composite สารโพลีพรอพีลีนนับเป็นวัสดุที่นิยมใช้มากที่สุดในการผลิตแผ่นไดอะแฟรม
 หรือกรวยของลำโพง เนื่องจากมีความแกร่งสูงและคุณสมบัติด้าน Inner Loss ที่ดีเยี่ยม
RUBBER SURROUND ขอบกรวยลำโพงบุยาง การหุ้มขอบกรวยลำโพงด้วยยางช่วยดูดซับเสียงผิดเพี้ยน ให้เสียงที่คมใสและชัดเจนขึ้น STRONTIURM FERRITE MAGNETแม่เหล็กลำโพงแบบสตรอนเตียม เฟอร์ไรท์ ด้วยการพัฒนาฟลักซ์แม่เหล็กที่ทรงพลังกว่าปกติอีก 10% เทียบกับแม่เหล็กชนิดแบเรียม เฟอร์ไรท์ขนาดเดียวกัน แม่เห็ลกลำโพงแบบสตรอนเตียม เฟอร์ไรท์ของจึงให้ ประสิทธิภาพสูงกว่า NEODYMIUN FERRITE MAGNETแม่เหล็กลำโพงแบบนีโอไดเนียม เฟอร์ไรท์ เป็นแม่เหล็กลำโพงที่สร้างพลังสนามแม่เหล็กได้สูงกว่าแม่เหล็ก
แบเรียมเฟอร์ไรท์ถึง 9 เท่า จึงนำไปใช้ผลิตลำโพงขนาดจิ๋วสำหรับรถยนต์
NON-PRESS CONE กรวยลำโพงแบบ Non-Press เป็นแผ่นกรวยลำโพงที่ทำจากเยื่อกระดาษที่หล่อขึ้นรูป เป็นทรงโคน และทำให้แห้งด้วยความร้อน โดยไม่มีการรีดให้แห้งทำให้กรวยลำโพงเบาแต่แข็งแกร่ง กว่า MOLD FRAMEกรวยลำโพงชนิดหล่อขึ้นรูป นับเป็นการออกแบบที่โดดเด่น ป้องกันการรั่วไหลของสนามแม่เหล็ก ให้เสียงที่ทรงพลังกว่า นอกจากนี้ยังลดแรงสั่น จึงให้เสียงที่คมชัด คุณภาพสูง


สาระน่ารู้เกี่ยวกับเพาเวอร์แอมป์


สาระน่ารู้เกี่ยวกับเพาเวอร์แอมป์

                                                   สาระน่ารู้...เกี่ยวกับเพาเวอร์แอมป์
                            
เพาเวอร์แอมพ์ที่ได้มาตรฐาน ส่วนใหญ่จะมีฟังค์ชันพื้นฐานสำหรับการปรับแต่งเสียง และ ความถี่ที่บรรจุไว้ในตัวเครื่องอย่างครบครัน
ยกตัวอย่างเช่น วงจรไฮพาสส์, โลว์พาสส์ ฟิลเตอร์ สำหรับตัดแบ่งความถี่ให้กับลำโพงแต่ละประเภท (ทวีเตอร์/มิดเรนจ์/วูเฟอร์)
เพื่อให้ลำโพงทั้งระบบทำงานได้อย่างสอดคล้อง และเต็มประสิทธิภาพ มาดูกันว่าฟังค์ชัน ที่นิยมใส่เข้าไปในเพาเวอร์แอมพ์ ที่รวบรวมมาให้ดูนั้น
มีฟังค์ชันอะไรบ้าง และใช้งานอย่างไร

                                                       ฟังค์ชันต่างๆ ในเพาเวอร์แอมพ์
HPF (HIGH PASS FILTER) เป็นฟังค์ชันที่พบเห็นเป็นประจำกับเพาเวอร์แอมพ์ทุกระดับราคาที่ผู้ผลิตได้บรรจุไว้ภายในเครื่อง
เพื่อใช้ตัดแบ่งความถี่สูงผ่านให้กับลำโพงทวีเตอร์/ มิดเรนจ์ โดยขึ้นอยู่กับผู้ผลิตจะออกแบบให้มีจุดตัดความถี่อยู่ที่เท่าไร อย่างเช่น วงจรไฮพาสฟิลเตอร์ ที่สามารถปรับค่าได้ต่อเนื่องตั้งแต่ 40-250 HZ เพื่อให้ลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ ทำงานได้ถูกต้องตามสเปคที่โรงงานกำหนด
ซึ่งฟังค์ชันนี้มาพร้อมวงจรเลือกปรับค่าความ ลาดชัน (เช่น 6 ดีบี, 12 ดีบี/ออคเทฟ) เพื่อให้ย่านความถี่กลาง/สูงของลำโพงทวีเตอร์/ มิดเรนจ์
 และความถี่ต่ำของซับวูเฟอร์นั้นเชื่อมต่อกันได้อย่างราบเรียบ

LPF (LOW PASS FILTER) เป็นฟังค์ชันที่บรรจุไว้ภายในเพาเวอร์แอมพ์อีกชนิดหนึ่ง ที่พบเห็นกันบ่อยมาก เพื่อให้ผู้ใช้งาน
ได้เลือกตัดความถี่ต่ำให้กับซับวูเฟอร์ได้อย่างเสุนัขะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ผลิตออกแบบ และกำหนดจุดตัดความถี่ต่ำที่ย่านไหน อย่างเช่น           30-250 HZ สามารถเลือกปรับค่าความลาดชันได้ (เช่น 12 ดีบี, 24 ดีบี/ออคเทฟ) เพื่อให้ย่านความถี่ ระหว่างลำโพงซับวูเฟอร์ และทวีเตอร์/มิดเรนจ์นั้นเชื่อมต่อกันได้อย่างราบเรียบ เพื่อให้เสียงดนตรีนั้นครบถ้วนตลอดย่านความถี่ 20-20,000 HZ สำหรับการเลือกค่าความลาดชันนั้น สามารถปรับให้ เสียงเบสส์กลมกลืนกับเสียงกลาง/แหลมได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่ติดตั้ง ตู้ซับวูเฟอร์ไว้ด้านหลัง หรือท้ายรถ และลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ติดตั้งอยู่ด้านหน้า

FULL เป็นอีกฟังค์ชันหนึ่งที่บรรจุอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์เช่นเดียวกัน เป็นวงจรกรองความถี่สำหรับขับเล่นกับลำโพงฟูลล์เรนจ์
(ลำโพงที่ออกแบบให้ตอบสนองความถี่ได้ครอบคลุม ทุกย่านเสียง) เป็นย่านความถี่ทั้งหมดที่ออกไปยังลำโพงทั้งความถี่สูง หรือต่ำ

BAND PASS FILTER เป็นวงจรกรองความถี่ในช่วงที่กำหนดผ่านเท่านั้น ส่วนความถี่ที่ นอกเหนือจากนั้นจะถูกลดทอนสัญญาณลง
เป็นวงจรที่รวมกันระหว่าง LOW PASS FILTER และ HIGH PASS FILTER ส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์บางยี่ห้อ

SUB SONIC FILTER เป็นฟังค์ชันที่มีประโยชน์สำหรับการใช้งานอีกประเภทหนึ่งที่ บรรจุอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์ โดยผู้ใช้สามารถเลือกตัดความถี่
ได้อิสระตั้งแต่ 15-40 HZ หรือ 25-100 HZ (ขึ้นอยู่กับการออกแบบ) โดยกรองความถี่ต่ำที่ไม่ต้องการทิ้งไป เพื่อให้ เหลือช่วงความถี่ที่ต้องการ
 เนื่องจากหูของมนุษย์ปกติจะมีความไวในการได้ยินเสียง ตั้งแต่ ช่วงความถี่ 30-15,000 HZ (ความถี่เสียงอยู่ในช่วง 20-20,000 HZ) ส่วนช่วงความถี่ ที่นอกเหนือจากนั้น หูของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ และได้ยินเสียงต่างๆ ได้ เป็นการลดการ ทำงานของเพาเวอร์แอมพ์โดยไม่สูญเสียกำลังงานที่ไม่จำเป็นทิ้งไป

BASS EQ เป็นอีกฟังค์ชันหนึ่งที่บรรจุไว้ภายในเพาเวอร์แอมพ์ เพื่อเพิ่มการตอบสนอง ความถี่ต่ำให้กับลำโพงซับวูเฟอร์ให้ดียิ่งขึ้น เป็นการเสริม
 และเพิ่มเสียงเบสส์ทุ้มลึกให้มี ความชัดเจน ปุ่มปรับชนิดนี้สามารถปรับเพิ่ม/ลดความดังเสียงได้ +/-6 ดีบี หรือ +/-12 ดีบี เช่นที่ความถี่ 45 HZ
ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบว่าสามารถปรับได้ที่ระดับความดังเท่าไร และเสุนัขะสำหรับนักเล่นที่ชื่นชอบเสียงเบสส์เป็นพิเศษ

PHASE SHIFT CONTROL ในบางยี่ห้อจะระบุคำว่า PHASE CONTROL หรือ PHASE ก็ได้ มีความหมายเดียวกัน เป็นฟังค์ชันสำหรับ
ปรับควบคุมการเลื่อนของเฟส สามารถปรับได้ต่อเนื่องตั้งแต่ 0-180 องศา เพื่อให้แนวของตำแหน่งเสียงทุ้มต่ำที่ดีทาง ด้านหน้า เป็นเทคนิคการติดตั้ง
ะบบฟรอนท์สเตจ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักฟังที่เน้นคุณภาพเสียง เช่น การแข่งขัน SOUND QUALITY จะใช้เทคนิคการวางตำแหน่งติดตั้ง ลำโพง
และทูนเสียงทั้งระบบ เพื่อให้ได้ความกว้าง และความลึกของเสียงดนตรีทั้งวง เช่นเดียวกับการนั่งฟังชุดเครื่องเสียงภายในบ้าน

GAIN CONTROL เป็นปุ่มปรับควบคุมสัญญาณอินพุทจากวิทยุรถยนต์ โดยที่สัญญาณนี้ จะออกมาทางสายต่อชนิด RCA เนื่องจากวิทยุรถยนต์รุ่นใหม่ จะมีค่าแรงดันพรีเอาท์ขนาด 4 โวลท์ ฉะนั้นการเลือกชุดเครื่องเสียงที่ทำงานได้สอดคล้องกัน เป็นหัวใจหลักของการจัดชุด ที่ลงตัว สำหรับปุ่มปรับ GAIN นี้ มีอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์ทุกยี่ห้อ สามารถปรับระดับสัญญาณ (INPUT SENSITIVITY) ได้ตั้งแต่ 0.2-5 โวลท์ หรือมากกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการ ออกแบบของผู้ผลิตยี่ห้อนั้นด้วย
HIGH INPUT ในกรณีที่เพาเวอร์แอมพ์มีช่องต่อในลักษณะดังกล่าว สุนัขยถึง ช่องต่อ สัญญาณสำหรับวิทยุเดิมที่ติดตั้งมาจากโรงงาน โดยใช้สายลำโพงของวิทยุเดิมเชื่อมต่อกับ เพาเวอร์แอมพ์ได้ทันที โดยเฉพาะกับนักเล่นที่ไม่ต้องการเปลี่ยนวิทยุติดรถ เนื่องจากรถ ขนาดกลาง หรือเล็ก รุ่นใหม่ๆ ในหลายยี่ห้อจะมี STEERING WHEEL CONTROLS มีปุ่มสำหรับควบคุมการสั่งงานวิทยุรถยนต์ได้ที่พวงมาลัย
MASTER/SLAVE เป็นฟังค์ชันสำหรับเชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมพ์ 2 เครื่องเข้าด้วยกัน การเชื่อมต่อแบบนี้ส่วนใหญ่จะใช้กับเพาเวอร์แอมพ์ยี่ห้อ
และรุ่นเดียวกัน โดยต่อสัญญาณ จากวิทยุรถยนต์เข้ากับเพาเวอร์แอมพ์เครื่องหลัก และใช้สายต่อสัญญาณแบบ PHONE CABLE มีลักษณะคล้ายสายโทรศัพท์(DATA LINK) ในบางยี่ห้อเป็นขั้วต่อ RCA เพื่อนำสัญญาณจากเพาเวอร์แอมพ์เครื่องหลักไปยังเพาเวอร์แอมพ์อีกเครื่อง โดยที่เพาเวอร์แอมพ์ ทั้ง 2 เครื่องจะอยู่ในลักษณะการใช้งาน ที่เรียกว่า BRIDGE MODE ซึ่งการต่อเล่นแบบนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบแรงดันจ่ายไฟไม่ควรต่ำกว่า 16 โวลท์ หรือเสริมประสิทธิภาพระบบไฟ ให้กับชุดเครื่องเสียงรถยนต์เพิ่มเติมเป็นพิเศษ

TRI-MODE ลักษณะการใช้งานของฟังค์ชันนี้ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในเพาเวอร์แอมพ์ทั่วไป แต่จะออกแบบขึ้นเฉพาะตามที่โรงงานผู้ผลิตได้ทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับต่อกับลำโพงทวีเตอร์/ มิดเรนจ์ (1 คู่) ร่วมกับซับวูเฟอร์ (1 ข้าง) โดยต่อพ่วงกันในลักษณะขนาน ซึ่งต้องอ่านคำ แนะนำในการต่อสายให้ถูกต้องตามคู่มือที่โรงงานกำหนด การต่อใช้งานด้วยฟังค์ชัน ดังกล่าว เป็นที่นิยมในกลุ่มนักเล่นที่เน้นคุณภาพเสียง และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ซึ่ง เพาเวอร์แอมพ์ที่ถูกออกแบบให้ต่อแบบ TRI-MODE จะมีวงจรไฮพาสส์/โลว์พาสส์ ฟิลเตอร์อยู่ภายในเครื่องเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะใช้วงจรไฮพาสส์ ฟิลเตอร์เท่านั้น สำหรับตัดความถี่ให้กับลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ ในส่วนของลำโพงซับวูเฟอร์จะใช้ชุดพาสสีฟที่ แยกอิสระ โดยคำนวณค่าขดลวดที่ใช้กรองความถี่ต่ำ และตัดความถี่กลาง/สูงทิ้งไป
                                                                                       บทสรุป
               เพาเวอร์แอมพ์ส่วนใหญ่จะมีฟังค์ชันการทำงานที่ครบถ้วน ทั้งนี้ก็เพื่อนำไปใช้ปรับแต่งเสียง และตัดความถี่ให้กับลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ และซับวูเฟอร์ได้อย่างถูกต้อง และเสุนัขะสมกับ การฟังเพลงในรถยนต์ เพื่อให้ได้รายละเอียดของเสียงดนตรีที่ครบถ้วน และชัดเจน แต่ไม่ว่า จะจัดระบบเสียง FRONT STAGEหรือ FRONT STAGE & REAR FILL ก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าหากต้องการคุณภาพเสียงสูงสุด จะต้องมีองค์ประกอบหลักที่เป็นจุดสำคัญ คือ คุณภาพของสินค้า การจัดชุดที่ลงตัว การติดตั้งได้มาตรฐาน ทั้งนี้ก็เพื่อความสุข และความบันเทิงในการฟังเพลงในรถยนต์อย่างแท้จริงบทสรุป

ทำความรู้จัก เพาเวอร์แอมป์ คลาสดี , เพาเวอร์แอมป์ 4 ch และเพาเวอร์แอมป์ 2 ch

โมโน กับ มัลติแชนแนล จะเลือกแบบไหนดี
  •  
  • แบบมัลติแชนแนล
เพาเวอร์แอมป์ สำหรับรถยนต์ในแบบมัลติแชนแนลนั้น มีให้เลือกใช้กันตั้งแต่ขนาด 1 แชนแนล เรื่อยไปจนถึง 8 แชนแนล กันเลยที่เดียว แต่โดยทั่วไปแล้วในท้องตลาด หรือในวงการเครื่องเสียงรถยนต์บ้านเรานั้นจะมีที่เรานิยมใช้กันหลักๆนั้น ก็มีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกันคือแบบ 2 แชนแนล และแบบ 4 แชนแนล ซึ่งก็มีให้เลือกกันได้อย่างหลากหลายขนาด โดยทั่วไปเพาเวอร์แอมป์ในแบบที่ว่านี้มักจะมีการออกแบบให้สามารถใช้งานได้ อย่างหลากหลาย หรือจะจัดอยู่ในจำพวกเพาเวอร์แอมป์แบบอเนกประสงค์ก็คงไม่ผิดนัก
  • แบบโมโนบล็อก
เป็น เพาเวอร์แอมป์อีกแบบหนึ่งที่ในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมกันมาก กับใครที่ชอบอะไรที่มันแรงๆ หรือหนักๆ นั่นก็คือเพาเวอร์แอมป์แบบ 1 แชนแนล หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่าแบบโมโนบล็อกนั่นละ ซึ่งเพาเวอร์แอมป์ในแบบโมโนที่ว่านี้ โดยมากแล้วมันจะถูกสงวนไว้สำหรับใช้กับการขับลำโพงจำพวก ซับวูฟเฟอร์เท่านั้น...

คลาส...ของเพาเวอร์แอมป์ควรเลือกใช้ให้เหมาะสม

ที นี้มาดูกันที่เรื่องของคลาสในเพาเวอร์แอมป์กันอีกสักครั้งก็แล้วกัน ในปัจจุบันนี้ตลาดเครื่องเสียงรถยนต์บ้านเราส่วนใหญ่จะมีเพาเวอร์แอมป์ให้ เลือกใช้กันอย่างหลักๆแค่ 3 คลาสเท่านั้น คือ คลาส A, คลาส AB และ คลาส D โดยทั่วไปนั้นคิดว่า เพาเวอร์แอมป์ นั้นมันสามารถที่จะทำงานได้เต็มที่ 100% เมื่อมีการป้อนสัญญาณเข้าไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวของ เพาเวอร์แอมป์ เอง จะมีการสลายกำลังในรูปแบบของความร้อน และมีความผิดเพี้ยนในระดับสัญญาณเสียงครับ ซึ่งก็เป็นสองปัจจัยหลักที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของ เพาเวอร์แอมป์ เอง ดังนั้นการออกแบบวงจรของ เพาเวอร์แอมป์ จึงต้องมีการเลือกระดับชั้นในการทำงานด้วย ซึ่งในแต่ละชั้นต่างก็มีคุณสมบัติ และประสิทธิภาพในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป

  • เพาเวอร์แอมป์ คลาส A
เป็น เพาเวอร์แอมป์ ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของ เพาเวอร์แอมป์ ทีเดียวครับ ด้วยการทำงานของมันที่ถูก กำหนดไว้ว่าให้มันมีความสามารถในการขยายสัญญาณที่เต็มที่แบบ 100% และมีสภาพการทำงานตามมุมองศาของเสียงที่ครบ 360 องศา จึงทำให้มันมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงมาก ในแง่มุมของการให้เสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ด้วยเหตุผลทางโครงสร้าง ที่เป็นทรานซิสเตอร์ทั้งหมด จึงทำให้มันมีความร้อนที่สูงมาก เพราะแม้ว่าในขณะที่ไม่มีสัญญาณป้อนเข้ามา ทรานซิสเตอร์ เอาท์พุท ก็ยังคงมีกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตลอดเวลา ซึ่งดูเหมือนจะมีปัญหาสำหรับการติดตั้งการติดตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์ เนื่องจากปัญหาของการบริโภคพลังงาน ที่มันต้องการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แล้วก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการระบายความร้อน เพราะ เพาเวอร์แอมป์ ในคลาส A นั้นมันมีความร้อนที่สูงมากจริงๆครับ และด้วยสาเหตุนี้เองครับที่ทำให้ เพาเวอร์แอมป์ แบบคลาส A นั้นจึงเสื่อมความนิยมอย่างรวดเร็ว ซึ่งในทุกวันนี้ก็ดูจะหา เพาเวอร์แอมป์ คลาส A พันธ์แท้ได้ยากมากแล้วเช่นกัน
จุดเด่น
  1. คุณภาพเสียงเข้าขั้น Hi-End
  2. ประสิทธิภาพการทำงายเยี่ยม
  3. ภาคครอสโอเวอร์ปรับเล่นได้หลากหลาย... Full / High-Pass / Low-Pass
จุดด้อย
  1. บริโภคพลังงานเต็มที่ตลอดเวลา
  2. ความร้อนสูง
  • เพาเวอร์แอมป์ แบบคลาส AB 
ที่ มาที่ไปของ เพาเวอร์แอมป์ ในคลาสนี้ก็คือ มันเกิดจากการผสมผสานเอาข้อดีของ เพาเวอร์แอมป์ ใน คลาส A และคลาส B แล้วก็ทำให้ เพาเวอร์แอมป์ คลาส AB ได้ถือกำเนิดขึ้นมา กล่าวคือ เป็นออกแบบที่ยอมให้ เอาท์พุท ทรานซิสเตอร์ มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ขณะที่ไม่มีสัญญาณเสียงป้อนเข้ามา แต่เป็นในระดับที่ต่ำมากๆครับ จึงทำให้ได้ประสิทธิผลมากกว่าคลาส A ด้วยความเพี้ยนที่ต่ำ ทำให้มันมีความน่าเชื่อถือที่สูงมากนั่นเอง เพาเวอร์แอมป์ ในคลาส AB นี้ มีการให้คุณภาพของเสียงได้รองลงมาจากคลาส A และเป็นที่นิยมมากในตลาดเครื่องเสียงส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียงที่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เรื่องของความร้อนก็ไม่มีปัญหา เพราะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าคลาส A ที่สำคัญมันสามารถให้กำลังขับได้สูงกว่า และมีการบริโภคพลังงานที่น้องกว่าในคลาส A มาก จึงทำให้ในระยะหลังนี้ตลาดเครื่องเสียงรถยนต์จึงมักจะผลิต เพาเวอร์แอมป์ ออกมาเป็นในคลาส AB ซะเป็นส่วนใหญ่...

จุดเด่น
  1. บริโภคพลังงานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น...เมื่อไม่มีการกระตุ้นจากสัญญาณอินพุท
  2. คุณภาพเสียงยอมรับได้...แม้จะไม่เทียบเท่าคลาส A
  3. ภาคครอสโอเวอร์ปรับเล่นได้หลากหลาย... Full / High-Pass / Low-Pass
จุดด้อย
  1. กำลังขับมักไม่สูงมากนัก...
  2. มีความร้อนสะสมพอสมควร...
  • เพาเวอร์แอมป์ คลาส D 
ก็ อย่างที่บอกนั่นละครับ เป็น เพาเวอร์แอมป์ ที่มักจะสงวนไว้สำหรับใช้กับลำโพง ซับวูฟเฟอร์ เท่านั้น เนื่องจากว่ามันจะมีการเปิด/ปิดอย่างรวดเร็วของ ทรานซิสเตอร์ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นที่ย่านความถี่สูงเสียเป็นส่วนมาก ดังนั้น โดยปกติจึงมักจะใช้งานในการกรองความถี่ให้ผ่านเฉพาะย่านความถี่ต่ำมาใช้งาน นั่นเอง และก็ด้วยความสามารถที่เอื้อมถึงกำลังขับได้ถึง 80% แถมยังมีความร้อนสะสมที่ค่อนข้างน้อย แต่มันก็มีข้อเสียครับ คือ มันไม่มีความแม่นยำเลยในด้านของความมี่สูง ดังนั้น เพาเวอร์แอมป์ ในคลาส D นี้ จึงถูกสรุปโดยธรรมชาติว่า มันเหมาะแก่การใช้งานสำหรับเสียงในย่านความถี่ต่ำ หรือการใช้งานกับลำโพง ซับวูฟเฟอร์ นั่นเอง...

จุดเด่น
  1. แทบจะไม่มีการบริโภคพลังงานเลย...เมื่อไม่มีการกระตุ้นจากสัญญาณอินพุท
  2. สามารถสร้างกำลังขับได้สูง...
จุดด้อย
  1. ทำงานได้ดีกับเฉพาะความถี่ต่ำเท่านั้น
  2. เรื่องคุณภาพเสียงไม่ต้องพูดถึง ทำงานกับความถี่เสียงย่าน Low-Pass เพียงอย่างเดียว